nuttowa

This user hasn't shared any biographical information

Jabber/GTalk: nut@nuttowa.com


Posts by nuttowa

ความเห็นต่างไม่เกิดการโต้เถียงทำอย่างไร

โต้เถียง

หลายครั้งต่อหลายครั้งที่เหตุการณ์ที่เกิดจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันมักจะจบด้วยการ ทะเลาะ หรือโต้เถียงกัน

เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงขอหยิบบทความ จากหนังสือเรื่อง How to win friends & influence people มาให้ลองอ่านกันนะครับ

เป็นคำแนะนำหลายๆข้อที่จะทำให้ความเห็นที่แตกต่างกันนั้นไม่กลายมาเป็นการโต้เถียงกัน

ยอมรับความเห็นที่แตกต่างกันด้วยความยินดี
ขอให้นึกถึงคำกล่าวที่ว่า “เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายหนึ่งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี” ถ้าอีกฝ่ายทำให้คุณได้รู้ประเด็นอะไรบางอย่าง
ที่คุณไม่ได้นึกถึงมาก่อน ให้รู้สึกขอบคุณเขาที่ทำให้คุณได้รู้ บางทีความเห็นที่แตกต่างกันนี้จะเป็นโอกาสที่คุณจะได้แก้ไข ก่อนที่คุณจะทำผิดพลาดร้ายแรง

อย่าเชื่อความรู้สึกตามสัญชาตญาณของคุณครั้งแรก
การโต้ตอบตามธรรมชาติครั้งแรกเมื่อมีการไม่เห็นด้วยมักจะเป็นการป้องกันตัวเอง ให้ระวัง สงบไว้ และคอยดูการโต้ตอบครั้งแรกของคุณ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของคุณ ไม่ใช่ดีที่สุด

ควบคุมอารมณ์ของคุณ
จำไว้ว่า คุณสามารถประเมินว่าคนเป็นอย่างไรจากสิ่งที่ทำให้เขาโกรธ

ฟังก่อน
ให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามได้พูด ให้เขาพูดจนจบ ไม่ขัดขวาง แก้ต่างหรือโต้เถียง ซึ่งเป็นการเพิ่มปัญหา พยายามประสานความเข้าใจ ไม่สร้างปัญหาจากการเข้าใจผิดให้เพิ่มมากขึ้น

มองหาส่วนที่เห็นพ้องร่วมกัน
เมื่อคุณได้ฟังฝ่ายตรงข้ามพูดจนจบ ให้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นและเนื้อหาส่วนที่คุณเห็นด้วยก่อน

มีความซื่อสัตย์จริงใจ
ถ้ามีส่วนที่คุณยอมรับข้อผิดพลาดก็ยอมรับออกมา กล่าวขอโทษในเรื่องที่คุณผิดพลาด ซึ่งจะช่วยให้ฝ่ายตรงข้ามของคุณหายโกรธและลดความรู้สึกปกป้องตัวเองลง

สัญญาว่าจะคิดทบทวนความเห็นของฝ่ายตรงข้าม
และศึกษาดูอย่างถี่ถ้วน และตั้งใจทำตามนั้นจริงๆ ฝ่ายตรงข้ามของคุณอาจจะถูกก็ได้ ในขั้นนี้การคิดทบทวนประเด็นของอีกฝ่ายจะง่ายกว่าการที่จะรีบดำเนินการไปเอง
แล้วพบว่าตัวคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถพูดได้ว่า “เราพยายามบอกคุณแล้ว แต่คุณไม่ฟังเอง”

ขอบคุณฝ่ายตรงข้ามอย่างจริงใจที่เขาให้ความสนใจ
ใครก็ตามที่ยอมเอาเวลามาแสดงความไม่เห็นด้วยกับคุณ ก็คือคนที่สนใจในสิ่งเดียวกับคุณ คิดถึงพวกเขาในฐานะที่เขาเป็นคนที่ต้องการช่วยคุณจริงๆ แล้วคุณอาจจะเปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามของคุณมาเป็นมิตรก็ได้

เลื่อนการดำเนินการออกไปก่อน
ให้เวลาทั้งสองฝ่ายได้คิดถึงปัญหาอย่างทั่วถึง ให้มีการเสนอว่าการพบกันครั้งต่อไปจะจัดขึ้นหลังจากนั้นในวันเดียวกันหรือในวันถัดมาเมื่อความจริงทั้งหมดอาจมีการนำมายืนยันได้ในการเตรียมสำหรับการพบกันในครั้งใหม่นี้
ขอให้ตั้งคำถามที่ยากถามตัวเอง เช่น
จุดยืนหรือการให้เหตุผลของเขามีความจริงหรือความน่าเชื่อถือหรือไม่
การโต้ตอบของเราจะช่วยบรรเทาปัญหาหรือเป็นเพียงแค่ช่วยลดความสับสน
การโต้ตอบของเราผลักให้ฝ่ายตรงข้ามห่างออกไปหรือดึงพวกเขาให้ใกล้เขามาหาเรา
การโต้ตอบของเราจะทำให้คนดีๆ ยกย่องเรามากขึ้นหรือไม่
เราจะชนะหรือแพ้ เราจะต้องเสียอะไรไปถ้าเราชนะ
ถ้าเราเงียบความขัดแย้งจะหายไปไหม ภาวะลำบากนี้เป็นโอกาสของเรารึเปล่า

อ่านจบแล้วก็ลองหยิบๆ ไปใช้กันดูนะครับ

วิธีเดียวที่ได้สิ่งที่ดีที่สุดในโลกจากการโต้เถียงคือ

“หลีกเลี่ยงการโต้เถียงนั้นซะ”

แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ

อย่าตำหนิวิจารณ์ ประณาม หรือบ่น

ธรรมชาติของคนเรานั้นจะไม่ตำหนิตัวเอง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะผิดเช่นไร เพราะฉะนั้นการตำหนิ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย
เพราะว่ามันทำให้คนที่โดนตำหนิเกิดการต่อต้าน และพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าการกระทำของพวกเขาเป็นสิ่งที่สมควร และถูกต้องเสมอ !!
อย่างที่ผมเคยพูดถึงว่า ความต้องการที่อยู่ที่ส่วนลึกที่สุดของมนุษย์คือ “ความต้องการเป็นคนสำคัญ” การตำหนิจึงเป็นสิ่งที่อันตรายมาก
เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำร้ายความภาคภูมิใจอันมีค่าของคน ทำร้ายความรู้สึกที่ทำให้เขาเป็นคนสำคัญ และก่อให้เกิดความขุ่นเคืองใจ
และสุดท้ายคือการหมดกำลังใจในการทำสิ่งต่างๆ
ผมพูดมาถึงตรงนี้ คุณได้เห็นถึงประโยชน์ของการตำหนิบ้างรึยังครับ
ผมจะขอย้ำอีกซักครั้งว่า ไม่ว่าคุณจะตำหนิ ด่าว่าเขาแรงแค่ไหน เขาก็จะพยายามหาเหตุผลที่มาทำให้เขาไม่ผิดได้อยู่ดี
ผู้ที่ทำผิดตำหนิทุกคนยกเว้นตัวเขาเอง
ทุกๆ ครั้งที่คุณกำลังจะด่าว่า หรือตำหนิคนอื่น ลองพยายามคิดและเข้าใจพวกเขาว่าทำไมพวกเขาถึงทำสิ่งที่พวกเขาทำ (ที่เรามองว่ามันผิด)
ลองคิดในมุมมองของเขาครับ แน่นอนว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์และสร้างสรรค์กว่าการตำหนิวิจารณ์ และสุดท้าย จะทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกันขึ้นมาได้
แล้วคุณก็จะให้อภัยเขาได้ในที่สุด

“อย่าตำหนิวิจารณ์ ประณาม หรือบ่น”

แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ

อย่ารอให้ไฟจราจรเป็นสีเขียวทุกแยก

ไฟเขียว,ไฟแดง
ปัจจัยอีกข้อหนึ่ง
ที่คนมากมายไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างที่เขาต้องการคือ ความกลัว
ซึ่งมักจะเป็นความกลัวที่จะผิดพลาด หรือความกลัวที่จะล้มเหลว

นอกจากนั้นยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับความกลัวเช่นกัน แต่แตกต่างออกไปนิดหน่อย นั้นคือ คนหลายๆ คนซ่อนความกลัวเล็กๆ ของพวกเขาไว้ภายใต้ความต้องการที่จะทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ
พวกเขาต้องการให้ไฟจราจรทุกแยกเป็นสีเขียวก่อนที่จะถอยรถออกจากบ้าน
ดังนั้นเมื่อมองดูที่เรื่องความเป็นเจ้าของธุรกิจ คนเหล่านี้จะยังได้เพียงแต่ติดเครื่องรถและจอดรออยูในบ้านเท่านั้น

“อย่ารอให้ไฟจราจรเป็นสีเขียวทุกแยก”

แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ

จากหนังสือเรื่อง “เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนจะเป็นเจ้าของธุรกิจ”

คิดแบบเจ้าของธุรกิจ

เจ้าของธุรกิจคืออะไร

จากคำจำกัดความของนักวิชาการท่านนึงที่ชื่อ โฮเวิร์ด เอช สตีเวนสัน กล่าวไว้ว่า
ความเป็นเจ้าของธุรกิจ คือแนวคิดที่จำกัดความได้ว่า  การค้นหาโอกาสโดยไม่สนใจว่าจะมีทรัพยากรที่ควบคุมได้อยู่เท่าไร
หรืออีกนัยนึงคือ  เจ้าของธุรกิจนั้นจะคอยมองหาโอกาสอยู่เสมอ ไม่ว่าเขาจะมีทรัพยากรอยู่ในมือเท่าไร ซึ่งแตกต่างกับคนที่เป็นลูกจ้าง ที่จะมองไปที่ทรัพยากรที่มีอยู่ หรือที่ขาดอยู่ ซึ่งเป็นเหตผลว่าทำไมคนส่วนมากถึงบอกว่า
“ฉันจะสร้างธุรกิจอย่างไร ในเมื่อฉันไม่มีเงินเลย”
แต่เจ้าของธุรกิจจะบอกว่า
“ตกลงกันให้ได้ก่อนแล้วเราจะหาเงินมาให้”
หลักการที่แตกต่างกันนี้เป็นหลักการที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งระหว่าง ลูกจ้างกับเจ้าของธุรกิจ

คุณสามารถที่จะเรียนรู้ เกี่ยวกับวิธีคิดแบบนี้ง่ายๆ ด้วยการเริ่มจาก “ความคิด”
เวลาคุณเห็นสิ่งของ เช่นรถ หรืออะไรก็ตามราคาแพง ที่คุณอยากจะได้ หลายๆ คนจะคิดว่า
“โห ราคาขนาดนี้ ซื้อไม่ไหวหรอก”
นี้คือการมองแบบลูกจ้าง คือมองที่ทรัพยากรที่อยู่ก่อน แต่ถ้าคุณเห็นสิ่งของนั้นแล้ว แล้วคุณคิดว่า
“ทำ อย่างไร ถึงจะซื้อได้นะ”
นั้นคือคุณกำลังมองแบบเจ้าของธุรกิจ เริ่มเปลี่ยนความคิดกันตั้งแต่วันนี้เถอะครับ

“ทำอย่างไรถึงจะซื้อได้นะ”

แค่ ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ

ข้อแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจน

คนรวย คนจน

สวัสดีครับเพื่อนๆ เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้หยิบหนังสือเล่มนึงขึ้นมาอ่านและได้เห็นบทความที่น่าสนใจชิ้นนึงเกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจน เลยนำมาฝากเพื่อนๆ ให้ลองอ่านดูนะครับ

คนรวยมองเห็นแผนการ และขั้นตอนอย่างชัดเจน ว่าเขาจะทำอะไร อย่างไร เมื่อไร ในขณะที่คนจนมักพูดว่า “ฉันอยากรวย” แต่ ไม่ได้ลงมือทำซักที

คนรวยบอกตัวเองว่า เขากำลังจะทำอะไรและลงมือเรียนรู้ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานเข้ามาเสริม

ในขณะที่คนจนบอกว่า “ฉันไม่รวยเสียที เพราะไม่มีความรู้เรื่องนั้น เรื่องนี้ เรื่องโน้น”

คนรวยที่อายุมากบอกกับตัวเองว่า ยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายปีที่ฉัน จะทำโครงการมากมายได้ตาความฝัน
ในขณะที่คนจนมักพูดว่า “ตายละ อายุปูนนี้แล้วจะไปทำอะไรได้”

คนรวยที่อายุน้อยบอกกับตัวเองว่า โชคดีจริงๆ ที่ฉันมีพลังงานของความเป็นหนุ่มสาว
ในขณะที่คนจนบอกว่า “เฮ้อ อายุแค่นี้ จะไปทำอะไรได้”

ประโยคติดลบของคนจนที่ไม่มีวันรวย เต็มไปด้วยมุมมองและทัศนคติต่อตนเองในทางที่ไม่ดี

“ชาตินี้สงสัยฉันไม่มีวันรวยหรอก เพราะฉันไม่เก่ง ไม่ฉลาด ไม่ถนัดเรื่องธุรกิจ
ไม่ชอบคิดเลข ไม่มีนามสกุลดัง ไม่มีเส้น ไม่เป็นคนสำคัญ ไม่เคยมีพ่อแม่บอกวิธีรวย ไม่มีโอกาส ขาดช่องทาง ร้างความฝันและแรงบันดาลใจ”


คำพูดที่ออกจากปากคนเราบ่อยๆ มักสะท้อนวิธีคิดที่อยู่ข้างใน และวิธีคิดของแต่ละคนนี่เอง ที่เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตให้กับคนๆ นั้น

“คุณคิดกับตัวคุณอย่างไร คุณก็จะได้เป็นอย่างนั้น”

แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ

ข้อมูลจากหนังสือ ถ้ารู้มึงรวย