ธรรมชาติของคนเรานั้นจะไม่ตำหนิตัวเอง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะผิดเช่นไร เพราะฉะนั้นการตำหนิ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย
เพราะว่ามันทำให้คนที่โดนตำหนิเกิดการต่อต้าน และพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าการกระทำของพวกเขาเป็นสิ่งที่สมควร และถูกต้องเสมอ !!
อย่างที่ผมเคยพูดถึงว่า ความต้องการที่อยู่ที่ส่วนลึกที่สุดของมนุษย์คือ “ความต้องการเป็นคนสำคัญ” การตำหนิจึงเป็นสิ่งที่อันตรายมาก
เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำร้ายความภาคภูมิใจอันมีค่าของคน ทำร้ายความรู้สึกที่ทำให้เขาเป็นคนสำคัญ และก่อให้เกิดความขุ่นเคืองใจ
และสุดท้ายคือการหมดกำลังใจในการทำสิ่งต่างๆ
ผมพูดมาถึงตรงนี้ คุณได้เห็นถึงประโยชน์ของการตำหนิบ้างรึยังครับ
ผมจะขอย้ำอีกซักครั้งว่า ไม่ว่าคุณจะตำหนิ ด่าว่าเขาแรงแค่ไหน เขาก็จะพยายามหาเหตุผลที่มาทำให้เขาไม่ผิดได้อยู่ดี
ผู้ที่ทำผิดตำหนิทุกคนยกเว้นตัวเขาเอง
ทุกๆ ครั้งที่คุณกำลังจะด่าว่า หรือตำหนิคนอื่น ลองพยายามคิดและเข้าใจพวกเขาว่าทำไมพวกเขาถึงทำสิ่งที่พวกเขาทำ (ที่เรามองว่ามันผิด)
ลองคิดในมุมมองของเขาครับ แน่นอนว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์และสร้างสรรค์กว่าการตำหนิวิจารณ์ และสุดท้าย จะทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกันขึ้นมาได้
แล้วคุณก็จะให้อภัยเขาได้ในที่สุด
“อย่าตำหนิวิจารณ์ ประณาม หรือบ่น”
แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ
ปัจจัยอีกข้อหนึ่ง
ที่คนมากมายไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างที่เขาต้องการคือ ความกลัว
ซึ่งมักจะเป็นความกลัวที่จะผิดพลาด หรือความกลัวที่จะล้มเหลว
นอกจากนั้นยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับความกลัวเช่นกัน แต่แตกต่างออกไปนิดหน่อย นั้นคือ คนหลายๆ คนซ่อนความกลัวเล็กๆ ของพวกเขาไว้ภายใต้ความต้องการที่จะทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ
พวกเขาต้องการให้ไฟจราจรทุกแยกเป็นสีเขียวก่อนที่จะถอยรถออกจากบ้าน
ดังนั้นเมื่อมองดูที่เรื่องความเป็นเจ้าของธุรกิจ คนเหล่านี้จะยังได้เพียงแต่ติดเครื่องรถและจอดรออยูในบ้านเท่านั้น
“อย่ารอให้ไฟจราจรเป็นสีเขียวทุกแยก”
แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ
จากหนังสือเรื่อง “เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนจะเป็นเจ้าของธุรกิจ”

เจ้าของธุรกิจคืออะไร
จากคำจำกัดความของนักวิชาการท่านนึงที่ชื่อ โฮเวิร์ด เอช สตีเวนสัน กล่าวไว้ว่า
ความเป็นเจ้าของธุรกิจ คือแนวคิดที่จำกัดความได้ว่า การค้นหาโอกาสโดยไม่สนใจว่าจะมีทรัพยากรที่ควบคุมได้อยู่เท่าไร
หรืออีกนัยนึงคือ เจ้าของธุรกิจนั้นจะคอยมองหาโอกาสอยู่เสมอ ไม่ว่าเขาจะมีทรัพยากรอยู่ในมือเท่าไร ซึ่งแตกต่างกับคนที่เป็นลูกจ้าง ที่จะมองไปที่ทรัพยากรที่มีอยู่ หรือที่ขาดอยู่ ซึ่งเป็นเหตผลว่าทำไมคนส่วนมากถึงบอกว่า
“ฉันจะสร้างธุรกิจอย่างไร ในเมื่อฉันไม่มีเงินเลย”
แต่เจ้าของธุรกิจจะบอกว่า
“ตกลงกันให้ได้ก่อนแล้วเราจะหาเงินมาให้”
หลักการที่แตกต่างกันนี้เป็นหลักการที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งระหว่าง ลูกจ้างกับเจ้าของธุรกิจ
คุณสามารถที่จะเรียนรู้ เกี่ยวกับวิธีคิดแบบนี้ง่ายๆ ด้วยการเริ่มจาก “ความคิด”
เวลาคุณเห็นสิ่งของ เช่นรถ หรืออะไรก็ตามราคาแพง ที่คุณอยากจะได้ หลายๆ คนจะคิดว่า
“โห ราคาขนาดนี้ ซื้อไม่ไหวหรอก”
นี้คือการมองแบบลูกจ้าง คือมองที่ทรัพยากรที่อยู่ก่อน แต่ถ้าคุณเห็นสิ่งของนั้นแล้ว แล้วคุณคิดว่า
“ทำ อย่างไร ถึงจะซื้อได้นะ”
นั้นคือคุณกำลังมองแบบเจ้าของธุรกิจ เริ่มเปลี่ยนความคิดกันตั้งแต่วันนี้เถอะครับ
“ทำอย่างไรถึงจะซื้อได้นะ”
แค่ ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ

สวัสดีครับเพื่อนๆ เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้หยิบหนังสือเล่มนึงขึ้นมาอ่านและได้เห็นบทความที่น่าสนใจชิ้นนึงเกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจน เลยนำมาฝากเพื่อนๆ ให้ลองอ่านดูนะครับ
คนรวยมองเห็นแผนการ และขั้นตอนอย่างชัดเจน ว่าเขาจะทำอะไร อย่างไร เมื่อไร ในขณะที่คนจนมักพูดว่า “ฉันอยากรวย” แต่ ไม่ได้ลงมือทำซักที
คนรวยบอกตัวเองว่า เขากำลังจะทำอะไรและลงมือเรียนรู้ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานเข้ามาเสริม
ในขณะที่คนจนบอกว่า “ฉันไม่รวยเสียที เพราะไม่มีความรู้เรื่องนั้น เรื่องนี้ เรื่องโน้น”
คนรวยที่อายุมากบอกกับตัวเองว่า ยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายปีที่ฉัน จะทำโครงการมากมายได้ตาความฝัน
ในขณะที่คนจนมักพูดว่า “ตายละ อายุปูนนี้แล้วจะไปทำอะไรได้”
คนรวยที่อายุน้อยบอกกับตัวเองว่า โชคดีจริงๆ ที่ฉันมีพลังงานของความเป็นหนุ่มสาว
ในขณะที่คนจนบอกว่า “เฮ้อ อายุแค่นี้ จะไปทำอะไรได้”
ประโยคติดลบของคนจนที่ไม่มีวันรวย เต็มไปด้วยมุมมองและทัศนคติต่อตนเองในทางที่ไม่ดี
“ชาตินี้สงสัยฉันไม่มีวันรวยหรอก เพราะฉันไม่เก่ง ไม่ฉลาด ไม่ถนัดเรื่องธุรกิจ
ไม่ชอบคิดเลข ไม่มีนามสกุลดัง ไม่มีเส้น ไม่เป็นคนสำคัญ ไม่เคยมีพ่อแม่บอกวิธีรวย ไม่มีโอกาส ขาดช่องทาง ร้างความฝันและแรงบันดาลใจ”
คำพูดที่ออกจากปากคนเราบ่อยๆ มักสะท้อนวิธีคิดที่อยู่ข้างใน และวิธีคิดของแต่ละคนนี่เอง ที่เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตให้กับคนๆ นั้น
“คุณคิดกับตัวคุณอย่างไร คุณก็จะได้เป็นอย่างนั้น”
แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ
ข้อมูลจากหนังสือ ถ้ารู้มึงรวย

คุณรู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วช่วงชีวิตของคนเรานั้น สามารถเปรียบเทียบได้กับขั้นตอนในการทำงานศิลปะ
งานศิลปะในที่นี้ ผมขอยกตัวอย่างเป็นงานแกะสลักล่ะกันนะครับ ถ้าพูดถึงการแกะสลักแล้ว มีขั้นตอนหลักๆ อยู่ 4 ขั้นตอน นั้นคือ
การตัด การแกะสลัก การขัดหยาบ และขั้นตอนสุดท้ายคือการขัดเงา ทีนี้เรามาดูกันครับว่า มันเกี่ยวกับชีวิตของคนเราอย่างไรกัน
การตัด
เราทุกคนล้วนมีบางสิ่งในชีวิตที่ต้องตัดทิ้งไป หากไม่ยอมสลัดมันทิ้ง ชีวิตของเราอาจเจริญก้าวหน้าไปได้ช้า หรือไม่เจริญก้าวหน้าเลยก็เป็นได้ แต่หลายๆ คนไม่ยอมตัดทิ้ง เพราะ เขากลัว กลัวความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดกับชีวิต ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนแปลงนั้น จะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าก็ตามที บางคนรู้สึกคุ้นเคยกับส่วนที่ไม่ดีในชีวิตมากเกินไป ดังนั้นแทนที่จะยอมให้ส่วนที่ไม่ดีเหล่านั้นโดนตัดทิ้ง เขากลับยอมที่จะวิ่งหนีจากหนทางของการเปลี่ยนแปลงนั้น
การแกะสลัก
ต่างกับการตัดตรงที่ การตัดนั้นคือการนำส่วนที่เราไม่ต้องการทิ้งไป แต่การแกะสลักนั้น คืองานศิลปะ ที่ต้องใช้ทั้งความประณีต และความอดทน ต้องทำไปอย่างช้าๆ และทุ่มเท ก็เปรียบได้กับชีวิตคนเราในการทำธุรกิจ หรือทำอะไรซักอย่าง ถ้าอยากจะให้ออกมาดีและประสบความสำเร็จนั้น คุณต้องมีความอดทน ทุ่มเทกับสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างตั้งใจ
การขัดหยาบ
หลังจากที่หินหรือไม้ที่ศิลปินใช้เป็นวัตถุดิบในการแกะสลักเริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่างแล้วนั้น เขาจะนำกระดาษทรายมาขัดที่ชิ้นงานนั้น เม็ดทรายบนกระดาษทรายก็เปรียบเสมือนอุปสรรคที่ได้มากระทบตัวเรา มันมักจะสร้างความเจ็บปวดให้เราเสมอแต่นั้นก็จะทำให้เราแข็งแกร่งและสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก
การขัดเงา
ขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้ชิ้นงานศิลปะนั้นดูสวยงามสมบูรณ์แบบมากที่สุด ความงามของงานศิลปะนั้นก็เปรียบเสมือนความสำเร็จที่เราได้รับหลังจากที่ผ่านขั้นตอนต่างๆของชีวิตมามากมาย ทำให้เราดูงดงามดั่งเช่นงานศิลปะ
“ชีวิตคนเราต้องมีทั้ง การตัด การแกะสลัก การขัดหยาบ และการขัดเงา”
แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ
ดัดแปลงจาก หนังสือ The Angel Inside ค้นหาเทวดาในตัวคุณ