ความคิดลบ:อุปสรรคขัดขวางความสำเร็จตอนที่2
มีคนจำนวนมากมายบนโลกนี้ที่คิดแต่ด้านลบ แน่นอนครับว่าเรารู้จักพวกเขาดี เพราะจริงๆแล้วทุกคนก็มีความคิดลบกันทั้งนั้นและจะมีมากขึ้นเมื่ออยู่ในยามที่เรากังวลหรือไม่มีความมั่นใจ บางคนไม่มั่นใจ ว่าตัวเองว่าไม่ฉลาดบ้างหละ ไม่เก่งบ้างหละ หรือคุณอาจจะเคยได้ยินเพื่อนหรือญาติสนิทบอกว่า “จะเป็นไปได้หรือ” “ถ้าดีจริงก็มีคนทำไปตั้งนานแล้ว” เมื่อคุณได้ยินเสียงพวกนี้แน่นอนว่าคุณจะกังวล ไม่กล้าเดินหน้าและในท้ายที่สุดแล้ว โอกาสดีๆที่อยู่ตรงหน้า ก็จะเลยผ่านคุณไปต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว
คนส่วนมากไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอยู่ที่การคิดลบในตอนแรกก่อนที่เขาจะลงมือทำอะไรซักอย่าง
ความคิดด้านลบเหล่านี้หลายๆครั้งที่มันทำให้เรากลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ข้อเสีย และมันก็อาจทำให้เราตาบอด
แต่ถ้าคุณได้ลองคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้วคุณจะได้เห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นนั้นก็คือ “โอกาส”
ผมมีวิธีแนะนำง่ายมาแนะนำครับก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรที่คิดว่านั้นคือโอกาสลองเขียนเหตุผลต่างๆที่สิ่งนั้นจะเป็นไปได้ดูครับแล้วคุณอาจจะเห็นโอกาสและจับโอกาสที่อยู่ตรงหน้าคุณได้สำเร็จก็ได้ครับ
จงหาเหตุผลที่มันจะเป็นไปได้ ไม่ใช่หาเหตุผลที่มันจะเป็นไปไม่ได้
“แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ”
link ที่เกี่ยวข้อง
อุปนิสัย:อุปสรรคขัดขวางความสำเร็จตอนสุดท้าย
No comments yet.
คิดแบบเจ้าของธุรกิจ
about 9 months ago - No comments
เจ้าของธุรกิจคืออะไร จากคำจำกัดความของนักวิชาการท่านนึงที่ชื่อ โฮเวิร์ด เอช สตีเวนสัน กล่าวไว้ว่า ความเป็นเจ้าของธุรกิจ คือแนวคิดที่จำกัดความได้ว่า การค้นหาโอกาสโดยไม่สนใจว่าจะมีทรัพยากรที่ควบคุมได้อยู่เท่าไร หรืออีกนัยนึงคือ เจ้าของธุรกิจนั้นจะคอยมองหาโอกาสอยู่เสมอ ไม่ว่าเขาจะมีทรัพยากรอยู่ในมือเท่าไร ซึ่งแตกต่างกับคนที่เป็นลูกจ้าง ที่จะมองไปที่ทรัพยากรที่มีอยู่ หรือที่ขาดอยู่ ซึ่งเป็นเหตผลว่าทำไมคนส่วนมากถึงบอกว่า “ฉันจะสร้างธุรกิจอย่างไร ในเมื่อฉันไม่มีเงินเลย” แต่เจ้าของธุรกิจจะบอกว่า “ตกลงกันให้ได้ก่อนแล้วเราจะหาเงินมาให้” หลักการที่แตกต่างกันนี้เป็นหลักการที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งระหว่าง ลูกจ้างกับเจ้าของธุรกิจ คุณสามารถที่จะเรียนรู้ เกี่ยวกับวิธีคิดแบบนี้ง่ายๆ ด้วยการเริ่มจาก “ความคิด” เวลาคุณเห็นสิ่งของ เช่นรถ หรืออะไรก็ตามราคาแพง ที่คุณอยากจะได้ หลายๆ คนจะคิดว่า “โห ราคาขนาดนี้ ซื้อไม่ไหวหรอก” นี้คือการมองแบบลูกจ้าง คือมองที่ทรัพยากรที่อยู่ก่อน แต่ถ้าคุณเห็นสิ่งของนั้นแล้ว แล้วคุณคิดว่า “ทำ อย่างไร ถึงจะซื้อได้นะ” นั้นคือคุณกำลังมองแบบเจ้าของธุรกิจ เริ่มเปลี่ยนความคิดกันตั้งแต่วันนี้เถอะครับ “ทำอย่างไรถึงจะซื้อได้นะ” แค่ ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ
ข้อแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจน
about 10 months ago - 1 comment
สวัสดีครับเพื่อนๆ เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้หยิบหนังสือเล่มนึงขึ้นมาอ่านและได้เห็นบทความที่น่าสนใจชิ้นนึงเกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจน เลยนำมาฝากเพื่อนๆ ให้ลองอ่านดูนะครับ คนรวยมองเห็นแผนการ และขั้นตอนอย่างชัดเจน ว่าเขาจะทำอะไร อย่างไร เมื่อไร ในขณะที่คนจนมักพูดว่า “ฉันอยากรวย” แต่ ไม่ได้ลงมือทำซักที คนรวยบอกตัวเองว่า เขากำลังจะทำอะไรและลงมือเรียนรู้ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานเข้ามาเสริม ในขณะที่คนจนบอกว่า “ฉันไม่รวยเสียที เพราะไม่มีความรู้เรื่องนั้น เรื่องนี้ เรื่องโน้น” คนรวยที่อายุมากบอกกับตัวเองว่า ยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายปีที่ฉัน จะทำโครงการมากมายได้ตาความฝัน ในขณะที่คนจนมักพูดว่า “ตายละ อายุปูนนี้แล้วจะไปทำอะไรได้” คนรวยที่อายุน้อยบอกกับตัวเองว่า โชคดีจริงๆ ที่ฉันมีพลังงานของความเป็นหนุ่มสาว ในขณะที่คนจนบอกว่า “เฮ้อ อายุแค่นี้ จะไปทำอะไรได้” ประโยคติดลบของคนจนที่ไม่มีวันรวย เต็มไปด้วยมุมมองและทัศนคติต่อตนเองในทางที่ไม่ดี “ชาตินี้สงสัยฉันไม่มีวันรวยหรอก เพราะฉันไม่เก่ง ไม่ฉลาด ไม่ถนัดเรื่องธุรกิจ ไม่ชอบคิดเลข ไม่มีนามสกุลดัง ไม่มีเส้น ไม่เป็นคนสำคัญ ไม่เคยมีพ่อแม่บอกวิธีรวย ไม่มีโอกาส ขาดช่องทาง ร้างความฝันและแรงบันดาลใจ” คำพูดที่ออกจากปากคนเราบ่อยๆ มักสะท้อนวิธีคิดที่อยู่ข้างใน และวิธีคิดของแต่ละคนนี่เอง ที่เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตให้กับคนๆ นั้น “คุณคิดกับตัวคุณอย่างไร คุณก็จะได้เป็นอย่างนั้น” More >
คิดสำเร็จคิดย้อนจากอนาคต
about 1 year ago - 1 comment
ถ้าคุณอยากจะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องตั้งเป้าหมายของคุณจริงไหมครับ การระบุปีหรือเวลาที่จะสำเร็จเป็นการทำให้คุณชี้เป้าหมายของคุณได้ชัดเจนยิ่งขึ้น “จะต้องเป็น CEO” หรือ “จะต้องเป็น CEO ภายใน 5 ปี” อันไหนดูชัดกว่ากัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้คือ มองไปข้างหน้าหลายๆ ปี และกำหนดว่าคุณต้องการยืนอยู่จุดไหนเมื่อเวลานั้นมาถึง ต่อจากนั้นลองจินตนาการว่าคุณยืนอยู่จุดๆ นั้นในอนาคต แล้ว “มองย้อนกลับมา” ยังจุดที่คุณยืนอยู่ปัจจุบัน จากนั้นลองนึกถึงขั้นตอนที่คุณสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันนี้เพื่อไปถึงจุดหมายปลายทางที่คุณได้ตั้งเป้าไว้ มุมมองระยะยาวนี้จะช่วยให้คุณสามารถมองเห็นชีวิตตัวเองได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น มันเปิดเผยให้เห็นใน สิ่งที่คุณต้องทำ และสิ่งที่คุณต้องเลิกทำ หากคุณต้องการไปให้ถึงเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ และเมื่อคุณรู้แน่ชัดแล้วว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร คุณจะพบว่า คุณสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการกระทำในแต่ละวันและแต่ละชม. ของคุณได้ง่ายขึ้น ความลับก็คือ คุณต้องแน่ใจว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้น จะนำพาคุณไปสู่เป้าหมายที่คุณตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน “สำรวจทุกครั้งว่าการกระทำของคุณ จะนำพาคุณให้ประสบความสำเร็จรึเปล่า” แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ สรุปบทความจาก 12 วิธีคิดชีวิตไม่พลาดเป้า link ที่เกี่ยวข้อง บททดสอบง่ายๆคุณมีทัศนคติแบบไหน
บททดสอบง่ายๆคุณมีทัศนคติแบบไหน
about 1 year ago - 3 comments
ทัศนคติของคนเรา มีหลากลายรูปแบบในการเรียก แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ผมขอเรียกง่ายๆสองแบบว่า แบบอุดมสมบูรณ์ และ แบบขาดแคลน ละกันนะครับ อะไรคือความหมายของทั้งสองคำนี้เราลองมาหาคำตอบกันครับ ถ้าคุณมีทัศนคติแบบ อุดมสมบูรณ์นั้น คุณจะมีความมั่นใจ มองโลกในแง่ดี ทุ่มเททำงานอย่างมั่นใจเพื่อมุ่งหน้าล่าความฝันของคุณ มองโลกด้วยความชื่นชม คุณจะเชื่อว่าโลกใบนี้วิเศษ มีแต่คนดี และจะรู้สึกว่านี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมีชีวิตอยู่ ที่บอกมาทั้งหมดผมไม่ได้บอกว่าคุณจะไม่ตระหนักถึงปัญหานะครับ แต่คุณจะยอมรับว่าปัญหาเหล่านั้นมีอยู่จริงต่างหาก คุณมักจะมองโลกในทางที่มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น และจะให้ความสำคัญกับทางออกมากกว่าปัญหา นั้นคือ คุณจะใส่ใจกับการแก้ปัญหาให้สถานการณ์ดีขึ้น มากกว่าที่จะหมกมุ่นอยู่กับการหาคนมารับผิดชอบ ถ้าคุณมีทัศนคติแบบ ขาดแคลนนั้น คุณจะเชื่อว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของโชค คุณจะเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จอาจได้เงินมาจากการโกง คุณจะมองเห็นความไม่ยุติธรรมไปซะทุกๆ แห่ง คุณจะยอมรับข้อแก้ตัวเดิมๆ เช่น “คนรวยก็รวยเอารายเอา คนจนก็มีแต่จนลงจนลง” เป็นอย่างไรบ้างครับลองคิดแบบอย่าหลอกตัวเองดูซิครับว่า ตอนนี้คุณมีทัศนคติแบบไหน ผมแถมให้อีกอย่างละกัน ถ้าคุณเป็นคนที่มีทัศนคติแบบอุดมสมบูรณ์จริงๆ คุณจะยืดอกรับผิดชอบต่อตัวเองและทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ไม่กล่าวโทษคนอื่นหรือมัวแต่แก้ตัว ถ้าคุณไม่มีความสุขกับสถานการณ์อะไรก็ตาม คุณจะพยายามหาทางเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้นให้ดีขึ้น และถ้าหากคุณเปลี่ยนมันไม่ได้ คุณจะยอมรับมัน แต่คุณจะไม่บ่น “จงมีทัศนคติแบบอุดมสมบูรณ์” แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ สรุปและคัดลอกจากหนังสือ 12 วิธีคิด ชีวิตไม่มีวันพลาดเป้า
ไอเดียที่ดีมักจะมีวัยเด็กที่โดดเดี่ยวเสมอ
about 1 year ago - 1 comment
เมื่ออยู่ดีๆซักวันนึง คุณก็มีไอเดียที่ดีๆผุดขึ้นมาในหัว ยิ่งไอเดียของคุณนั้นดีมากเท่าไหร ในช่วงแรกคนอื่นก็จะยิ่งคิดว่ามันประหลาดมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่คนที่คุณชอบหรือนับถือก็จะคิดอย่างนั้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นในช่วงเริ่มต้น คุณจะต้องอดทนสร้างงานโดยลำพังโดยได้รับกำลังใจไม่ถึง 1 ใน 10 จากที่คุณต้องการ นี่เป็นเรื่องปกติ คุณควรจะคาดหมายเอาไว้ล่วงหน้าได้เลย จงจำไว้เลยว่าในช่วงเริ่มแรกไอเดียที่ดีมักจะถูกคัดค้านเสมอ แต่ถ้าคุณสามารถฟันฝ่าความเดียวดายในช่วงเริ่มแรกมาได้ ก็จะมีใครหลายๆคนเข้ามาหาคุณและอยากร่วมทางไปกับคุณด้วย แต่ในบางครั้งที่พวกเขาก้าวเข้ามาอยู่ในวงในแล้ว คุณอาจจะพบว่าเข้าไม่ได้เข้าใจไอเดียคุณอย่างแท้จริง พวกเขาแค่อยากมีส่วนร่วมกับสิ่งที่กำลังไปได้สวยเท่านั้นเอง และสิ่งที่แย่ที่สุดคือ พวกเขาพร้อมจะทำลายไอเดียของคุณทั้งๆที่มันคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาสนใจในทีแรก ในท้ายที่สุดนี้ผมอยากจะบอกคุณอีกครั้งว่าทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้พวกคุณอาจจะได้เจอมันซักครั้งหนึ่งในชีวิต ช่วงแรกอาจจะเดียวดาย พอเริ่มดีขึ้น ก็จะมีคนอยากเข้ามาช่วยและก็อยากจะเปลี่ยนแปลง จงคิดเสมอว่าอะไรกันแน่ที่คือไอเดียเริ่มต้นของคุณจริงๆ นั้นคือ จุดประสงค์หลักเสมอ ไอเดียที่ดี ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่มันต้องเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ และคนในสังคมก็อาจจะไม่ได้มีจุดประสงค์เดียวกันกับคุณเสมอไป “ไอเดียที่ดี มักจะมีวัยเด็กที่โดดเดี่ยวเสมอ” “แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ” Relate link ไอเดียที่ดีมาจากไหนกันนะ
ไอเดียที่ดีจะมาจากไหนกันนะ
about 1 year ago - 2 comments
ลองดูในคลิปนี้ดีๆนะครับ รับรองว่ามีคำตอบดีๆมาเฉลยแน่นอน ว่าไอเดียที่ดีส่วนใหญ่นั้นมาจากไหนกัน relate link ไอเดียที่ดีมักมีวัยเด็กที่โดดเดี่ยวเสมอ
เดินเร็วขึ้นมั่นใจมากขึ้น
about 1 year ago - No comments
นักจิตวิทยาเชื่อว่า ท่าทางการเคลื่อนไหวของคนเรามีความสัมพันธ์กับทัศนคติของคนๆนั้นในขณะนั้น คนที่ผิดหวังอย่างรุนแรง หรือท้อแท้หมดหวังจริงๆ จะเดินแบบกระย่องกระแย่งและล้มลงในที่สุด ก็เพราะความมั่นใจในตนเองเป็นศูนย์ คนทั่วไปจะเดินด้วยความเร็ว “ปานกลาง” ความก้าวหน้าของพวกเขาก็ปานกลาง หน้าตาท่าทางของพวกเขาบอกว่า “ฉันไม่ค่อยจะมีความภูมิใจในตัวเองเท่าไหรนักหรอก” ส่วนกลุ่มที่สาม คนกลุ่มนี้แสดงออกถึงความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม พวกเขาจะเดินเร็วกว่าคนอื่นโดยเฉลี่ย และพวกเขาเดินจะคล้ายๆกับวิ่งนิดๆ ท่าเดินของพวกเขาประกาศให้โลกรู้อยู่ว่า “ผมกำลังจะไปที่สำคัญ มีสิ่งสำคัญที่จะต้องทำ มากยิ่งกว่านั้น ผมกำลังจะประสบความสำเร็จ” แล้วคุณล่ะครับเดินแบบไหนกัน ลองเดินเร็วขึ้นซัก 25%จากปกติ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจ ยืดไหล่ เงยหน้า แล้วคุณจะรู้สึกว่าความมั่นใจของตนเองมีมากขึ้น ลองทำดูตั้งแต่พรุ่งนี้เลยครับ แล้วคอยมาดูผลกัน “เดินเร็วขึ้น 25% เพิ่มความมั่นใจ” “แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ”
อุปสรรคขัดขวางความสำเร็จตอนที่ 1:ความกลัว
about 1 year ago - 1 comment
ความกลัวที่ว่านี้คือความกลัวว่าจะต้องเสียเงินลงทุนครับ ไม่มีใครหรอกครับที่ชอบเสียเงิน แล้วก็ไม่มีคนรวยคนไหนที่ไม่เคยเสียเงินเช่นกัน ทุกๆคนกลัวที่จะต้องเสียเงินกันทั้งนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความกลัวหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ “เราจะจัดการกับความกลัวนั้นได้อย่างไร” สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนรวยต่างจากคนจนคือตรงนี้ครับ “วิธีจัดการกับความกลัว” หลายๆคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องการเงิน เพราะเขาระแวดระวังมากเกินไป กลัวมากที่จะต้องสูญเสีย และแน่นอนเขาได้สูญเสียจริงๆ ในความเป็นจริงแล้วความพ่ายแพ้มักจะมาก่อนการชนะเสมอ หลายๆคนมองคนที่ประสบความสำเร็จและอยากเป็นอย่างเขาบ้างแต่ไม่เคย มองเลยว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จนั้นเขาได้ผ่านความล้มเหลวหรืออุปสรรคอะไรมาบ้าง มีใครบ้างไหมครับที่ก่อนขี่จักรยานเป็นไม่เคย ล้มเลย แต่เมื่อเราอยากขี่เป็นเราก็ต้องลุกขึ้นและพยายามขี่ต่อไป จนในที่สุดก็ขี่ได้คล่อง สำหรับผู้ชนะนั้นความพ่ายแพ้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขา เอาชนะ แต่สำหรับคนแพ้นั้น ความพ่ายแพ้จะเอาชนะพวกเขา เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณนั้นคือโอกาส จงลงทุนกับสิ่งนั้น อย่าปล่อยให้มันหลุดมือไปเด็ดขาดนะครับ สรุปจากบางบทความของหนังสือ พ่อรวยสอนลูก ครับ ความกลัวที่ว่านี้คือความกลัวว่าจะต้องเสียเงินลงทุนครับ ไม่มีใครหรอกครับที่ชอบเสียเงิน แล้วก็ไม่มีคนรวยคนไหนที่ไม่เคยเสียเงินเช่นกัน ทุกๆคนกลัวที่จะต้องเสียเงินกันทั้งนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความกลัวหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ “เราจะจัดการกับความกลัวนั้นได้อย่างไร” สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนรวยต่างจากคนจนคือตรงนี้ครับ “วิธีจัดการกับความกลัว” หลายๆคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องการเงิน เพราะเขาระแวดระวังมากเกินไป กลัวมากที่จะต้องสูญเสีย และแน่นอนเขาได้สูญเสียจริงๆ ในความเป็นจริงแล้วความพ่ายแพ้มักจะมาก่อนการชนะเสมอ หลายๆคนมองผู้ที่ประสบความสำเร็จและอยากเป็นอย่างเขาบ้างแต่ไม่เคย มองเลยว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จนั้นเขาได้ผ่านความล้มเหลวหรืออุปสรรคอะไรมาบ้าง มีใครบ้างไหมครับที่ก่อนขี่จักรยานเป็นไม่เคย ล้มเลย แต่เมื่อเราอยากขี่เป็นเราก็ต้องลุกขึ้นและพยายามขี่ต่อไป จนในที่สุดก็ขี่ได้คล่อง สำหรับผู้ชนะนั้นความพ่ายแพ้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาเอาชนะ แต่สำหรับคนแพ้นั้น ความพ่ายแพ้จะเอาชนะพวกเขา เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณนั้นคือ โอกาส More >
อย่ารอให้พร้อมที่สุดก่อนค่อยลงมือทำ
about 1 year ago - 4 comments
คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า รอโอกาสที่เหมาะสมที่สุดก่อนแล้วถึงจะเริ่มลงมือทำ แต่กว่าจังหวะนั้นจะมาถึง คนอื่นก็ทำกันไปหมดแล้ว ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ก่อนที่ทารกจะยืนหรือเดินได้นั้น ไม่ได้หมายความว่า ทารกคนนั้นจะรอให้กำลังขาแข็งแรงก่อนแล้วค่อยลุกขึ้นเดินพรวดเดียวเลย แต่คุณสังเกตไหมครับว่า แกจะพยายามยืนบ้าง ล้มบ้างเป็นระยะๆ พอล้มก็จะลุกขึ้นใหม่ แล้วค่อยๆเกาะสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด เพื่อพยุงตัวเองให้สามารถลุกขึ้นได้ในที่สุด หลังจากลุกได้แล้ว หลังจากนี้แกก็จะเริ่มหัดเดิน เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มลงอีก แล้วก็ลุกขึ้นใหม่อีก ครั้งแล้วครั้งเล่าจนนับไม่ถ้วน สุดท้ายทารกคนนั้นก็สามารถเดินได้ หลังจากนั้นก็วิ่งได้ ปั่นจักรยานได้ และทำสิ่งต่อๆไปได้เรื่อยๆ แน่นอน!! การจะถึงเป้าหมายก็เช่นกันเราต้องผ่านประสบการณ์มากมายต่างๆกัน ทั้งดีบ้างไม่ดีบ้าง บางคนโชคดีไม่ต้องล้มบ่อยก็สามารถทำได้เร็ว แต่คนที่โชคร้ายหน่อย ก็เหนื่อยหน่อย ข้อสำคัญคือ อย่าท้อ และอย่ารอให้ทุกอย่างพร้อมที่สุดก่อนค่อยลงมือทำ สรุปจากหนังสือ คิดดี มีสุข ทำดี มีทรัพย์ แต่งโดยคุณ สุริยะ บุตรไธสงค์ “แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ”
“ยิ้ม”ของคุณ มีค่าแค่ไหน
about 1 year ago - No comments
รอยยิ้มของคุณ สามารถส่งความปรารถนาดีไปถึงคนที่ได้รับ รอยยิ้มของคุณทำให้ผู้ที่ได้รับรอยยิ้มสดใสขึ้น รอยยิ้มของคุณเหมือนแสงที่ส่องสว่าง เมื่อคนๆนั้นกำลังอยู่ภายใต้ความกดดัน เช่นจากเจ้านาย ลูกค้า หรือเพื่อน รอยยิ้มของคุณทำให้หลายๆคนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทั้งหมด บนโลกนี้ยังมีสิ่งดีๆเหลืออยู่ รอยยิ้มของคุณทำให้ผู้ที่ได้รับรู้ว่าคุณยังเป็นห่วง และจะอยู่ข้างๆเขาเสมอ รอยยิ้มของคุณไม่ต้องลงทุนซื้อ แต่ได้เกิดผลประโยชน์มากมาย รอยยิ้มของคุณเป็นการเพิ่มพูนให้กับผู้รับ โดยไม่ทำให้คุณขาดแคลนลง รอยยิ้มของคุณสามารถสร้างความสุขในบ้านได้โดยไม่ต้องเสียเงินใด รอยยิ้มของคุณอาจเกิดขึ้นเพียงแวบเดียว แต่ถูกจดจำไปตลอดกาล ไม่มีใครที่ร่ำรวยจนกระทั่งสามารถดำเนินชีวิตไปได้โดยปราศจากการยิ้ม และไม่มีใครที่ยากจน จนกระทั่งไม่สามารถรวยขึ้นได้จากการยิ้ม รอยยิ้ม สามารถช่วยเติมเต็มสิ่งที่คนไม่มีรอยยิ้มขาดหายไปได้ ไม่มีใครต้องการรอยยิ้มมากเท่ากับ คนที่ไม่มีรอยยิ้มเหลือให้กับใคร เอาหล่ะ อย่ามัวอ่านต่อไปเลย หันไปหาคนข้างๆคุณ แล้ว “ยิ้ม” ให้เขาซะ แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ







