เดินเร็วขึ้นมั่นใจมากขึ้น
นักจิตวิทยาเชื่อว่า ท่าทางการเคลื่อนไหวของคนเรามีความสัมพันธ์กับทัศนคติของคนๆนั้นในขณะนั้น
คนที่ผิดหวังอย่างรุนแรง หรือท้อแท้หมดหวังจริงๆ จะเดินแบบกระย่องกระแย่งและล้มลงในที่สุด ก็เพราะความมั่นใจในตนเองเป็นศูนย์
คนทั่วไปจะเดินด้วยความเร็ว “ปานกลาง” ความก้าวหน้าของพวกเขาก็ปานกลาง หน้าตาท่าทางของพวกเขาบอกว่า “ฉันไม่ค่อยจะมีความภูมิใจในตัวเองเท่าไหรนักหรอก”
ส่วนกลุ่มที่สาม คนกลุ่มนี้แสดงออกถึงความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม พวกเขาจะเดินเร็วกว่าคนอื่นโดยเฉลี่ย และพวกเขาเดินจะคล้ายๆกับวิ่งนิดๆ ท่าเดินของพวกเขาประกาศให้โลกรู้อยู่ว่า “ผมกำลังจะไปที่สำคัญ มีสิ่งสำคัญที่จะต้องทำ มากยิ่งกว่านั้น ผมกำลังจะประสบความสำเร็จ”
แล้วคุณล่ะครับเดินแบบไหนกัน ลองเดินเร็วขึ้นซัก 25%จากปกติ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจ ยืดไหล่ เงยหน้า แล้วคุณจะรู้สึกว่าความมั่นใจของตนเองมีมากขึ้น ลองทำดูตั้งแต่พรุ่งนี้เลยครับ แล้วคอยมาดูผลกัน
“เดินเร็วขึ้น 25% เพิ่มความมั่นใจ”
“แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ”
No comments yet.
No trackbacks yet.
ชีวิตคน คือ งานศิลปะ
about 1 year ago - No comments
คุณรู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วช่วงชีวิตของคนเรานั้น สามารถเปรียบเทียบได้กับขั้นตอนในการทำงานศิลปะ งานศิลปะในที่นี้ ผมขอยกตัวอย่างเป็นงานแกะสลักล่ะกันนะครับ ถ้าพูดถึงการแกะสลักแล้ว มีขั้นตอนหลักๆ อยู่ 4 ขั้นตอน นั้นคือ การตัด การแกะสลัก การขัดหยาบ และขั้นตอนสุดท้ายคือการขัดเงา ทีนี้เรามาดูกันครับว่า มันเกี่ยวกับชีวิตของคนเราอย่างไรกัน การตัด เราทุกคนล้วนมีบางสิ่งในชีวิตที่ต้องตัดทิ้งไป หากไม่ยอมสลัดมันทิ้ง ชีวิตของเราอาจเจริญก้าวหน้าไปได้ช้า หรือไม่เจริญก้าวหน้าเลยก็เป็นได้ แต่หลายๆ คนไม่ยอมตัดทิ้ง เพราะ เขากลัว กลัวความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดกับชีวิต ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนแปลงนั้น จะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าก็ตามที บางคนรู้สึกคุ้นเคยกับส่วนที่ไม่ดีในชีวิตมากเกินไป ดังนั้นแทนที่จะยอมให้ส่วนที่ไม่ดีเหล่านั้นโดนตัดทิ้ง เขากลับยอมที่จะวิ่งหนีจากหนทางของการเปลี่ยนแปลงนั้น การแกะสลัก ต่างกับการตัดตรงที่ การตัดนั้นคือการนำส่วนที่เราไม่ต้องการทิ้งไป แต่การแกะสลักนั้น คืองานศิลปะ ที่ต้องใช้ทั้งความประณีต และความอดทน ต้องทำไปอย่างช้าๆ และทุ่มเท ก็เปรียบได้กับชีวิตคนเราในการทำธุรกิจ หรือทำอะไรซักอย่าง ถ้าอยากจะให้ออกมาดีและประสบความสำเร็จนั้น คุณต้องมีความอดทน ทุ่มเทกับสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างตั้งใจ การขัดหยาบ หลังจากที่หินหรือไม้ที่ศิลปินใช้เป็นวัตถุดิบในการแกะสลักเริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่างแล้วนั้น เขาจะนำกระดาษทรายมาขัดที่ชิ้นงานนั้น เม็ดทรายบนกระดาษทรายก็เปรียบเสมือนอุปสรรคที่ได้มากระทบตัวเรา มันมักจะสร้างความเจ็บปวดให้เราเสมอแต่นั้นก็จะทำให้เราแข็งแกร่งและสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก การขัดเงา ขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้ชิ้นงานศิลปะนั้นดูสวยงามสมบูรณ์แบบมากที่สุด ความงามของงานศิลปะนั้นก็เปรียบเสมือนความสำเร็จที่เราได้รับหลังจากที่ผ่านขั้นตอนต่างๆของชีวิตมามากมาย ทำให้เราดูงดงามดั่งเช่นงานศิลปะ “ชีวิตคนเราต้องมีทั้ง การตัด More >
บททดสอบง่ายๆคุณมีทัศนคติแบบไหน
about 1 year ago - 3 comments
ทัศนคติของคนเรา มีหลากลายรูปแบบในการเรียก แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ผมขอเรียกง่ายๆสองแบบว่า แบบอุดมสมบูรณ์ และ แบบขาดแคลน ละกันนะครับ อะไรคือความหมายของทั้งสองคำนี้เราลองมาหาคำตอบกันครับ ถ้าคุณมีทัศนคติแบบ อุดมสมบูรณ์นั้น คุณจะมีความมั่นใจ มองโลกในแง่ดี ทุ่มเททำงานอย่างมั่นใจเพื่อมุ่งหน้าล่าความฝันของคุณ มองโลกด้วยความชื่นชม คุณจะเชื่อว่าโลกใบนี้วิเศษ มีแต่คนดี และจะรู้สึกว่านี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมีชีวิตอยู่ ที่บอกมาทั้งหมดผมไม่ได้บอกว่าคุณจะไม่ตระหนักถึงปัญหานะครับ แต่คุณจะยอมรับว่าปัญหาเหล่านั้นมีอยู่จริงต่างหาก คุณมักจะมองโลกในทางที่มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น และจะให้ความสำคัญกับทางออกมากกว่าปัญหา นั้นคือ คุณจะใส่ใจกับการแก้ปัญหาให้สถานการณ์ดีขึ้น มากกว่าที่จะหมกมุ่นอยู่กับการหาคนมารับผิดชอบ ถ้าคุณมีทัศนคติแบบ ขาดแคลนนั้น คุณจะเชื่อว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของโชค คุณจะเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จอาจได้เงินมาจากการโกง คุณจะมองเห็นความไม่ยุติธรรมไปซะทุกๆ แห่ง คุณจะยอมรับข้อแก้ตัวเดิมๆ เช่น “คนรวยก็รวยเอารายเอา คนจนก็มีแต่จนลงจนลง” เป็นอย่างไรบ้างครับลองคิดแบบอย่าหลอกตัวเองดูซิครับว่า ตอนนี้คุณมีทัศนคติแบบไหน ผมแถมให้อีกอย่างละกัน ถ้าคุณเป็นคนที่มีทัศนคติแบบอุดมสมบูรณ์จริงๆ คุณจะยืดอกรับผิดชอบต่อตัวเองและทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ไม่กล่าวโทษคนอื่นหรือมัวแต่แก้ตัว ถ้าคุณไม่มีความสุขกับสถานการณ์อะไรก็ตาม คุณจะพยายามหาทางเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้นให้ดีขึ้น และถ้าหากคุณเปลี่ยนมันไม่ได้ คุณจะยอมรับมัน แต่คุณจะไม่บ่น “จงมีทัศนคติแบบอุดมสมบูรณ์” แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ สรุปและคัดลอกจากหนังสือ 12 วิธีคิด ชีวิตไม่มีวันพลาดเป้า
ไอเดียที่ดีจะมาจากไหนกันนะ
about 1 year ago - 2 comments
ลองดูในคลิปนี้ดีๆนะครับ รับรองว่ามีคำตอบดีๆมาเฉลยแน่นอน ว่าไอเดียที่ดีส่วนใหญ่นั้นมาจากไหนกัน relate link ไอเดียที่ดีมักมีวัยเด็กที่โดดเดี่ยวเสมอ
วิธีปฏิเสธความคิดเห็น
about 1 year ago - No comments
สำหรับเรื่องบางเรื่องที่เราต้องการความคิดเห็นของคนอื่น หรือไม่ต้องการแต่ก็ได้มา ถ้ามันดีก็โอเคไปแต่ถ้ามันไม่ดี เราก็ต้องปฏิเสธใช่ไหมครับ แต่จะทำปฏิเสธเขายังไงไม่ให้คนแนะนำเขาเสียน้ำใจ ยิ่งถ้าคนๆนั้นเป็นญาติหรือเพื่อนสนิทยิ่งแล้วใหญ่ วันนี้เรามีทริคเด็ดๆ ในการพูดปฏิเสธความคิดเห็นของคนอื่นๆ โดยที่ไม่ให้เขาเสียน้ำใจกันครับ ขั้นที่ 1. หลังจากที่ได้ความเห็น คุณควรจะพูดขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนั้น แล้วบอกเขาว่า จะนำคำแนะนำของเขาเก็บไปคิดดู ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วย การกระทำนี้จะทำให้เขายินดีและภูมิใจ ที่รู้สึกว่าได้ช่วยเหลือคุณ ขั้นที่ 2. หลังจากนั้นหลายวันต่อมา เมื่อคุณเจอเขาบอกเหตุผลเขาสองข้อ ข้อแรกทำไมเขาถึงคิดถูก และอีกเหตุผลนึงคือทำไมความคิดนี้ถึงใช้ไม่ได้ (อาจจะเป็นเพราะปัจจัยอื่น) ทำให้เขารู้สึกว่าความคิดเขาดีนะ แต่มีสิ่งอื่นที่จะทำให้มันไม่สำเร็จ ไม่ใช่ความคิดเขาที่เป็นตัวการ ขั้นที่ 3. ถ้าจะให้ดีนำความคิดของเขาซักนิดมารวมกับความคิดเก่าของคุณ แล้วเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เพื่อให้เขาได้รู้สึกว่าเขาได้เป็นส่วนหนึ่งในความคิดนั้น และบอกเขาว่า “ขอบคุณที่ทำให้ฉันคิดได้ ในเรื่องนี้ หรือ อีกแง่มุมนึง” ขั้นที่ 4. ขอความคิดเห็นเรื่องอื่นจากเขา (โยกประเด็น ควรจะเป็นเรื่องที่เราคิดว่าทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้) กรณีพิเศษ ถ้าคำแนะนำนั้นมันแย่จนไม่ไหวจริงๆต้องปฏิเสธไปตรงๆ พยายามบอกเขาว่ามีคนให้คำแนะนำแบบเดียวกับเขามาแล้ว จะทำให้เขารู้สึกว่ามีอีกหลายๆคนที่โดนปฏิเสธเหมือนกับเขาทำให้เขาไม่รู้สึกเสียน้ำใจอย่างเต็มที่ครับ สุดท้ายผมก็ยกให้ท่านผู้อ่านลองนำ 5 ข้อนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ เพราะอาจจะทำให้คุณพลิกสถานการณ์อันเลวร้าให้กลายเป้นดีขึ้นได้ “ควรปฏิเสธ อย่างรักษาน้ำใจคนฟังทุกครั้ง” “แค่ฉุกคิด ชีวิต More >
ความคิดลบ:อุปสรรคขัดขวางความสำเร็จตอนที่2
about 1 year ago - 1 comment
มีคนจำนวนมากมายบนโลกนี้ที่คิดแต่ด้านลบ แน่นอนครับว่าเรารู้จักพวกเขาดี เพราะจริงๆแล้วทุกคนก็มีความคิดลบกันทั้งนั้นและจะมีมากขึ้นเมื่ออยู่ในยามที่เรากังวลหรือไม่มีความมั่นใจ บางคนไม่มั่นใจ ว่าตัวเองว่าไม่ฉลาดบ้างหละ ไม่เก่งบ้างหละ หรือคุณอาจจะเคยได้ยินเพื่อนหรือญาติสนิทบอกว่า “จะเป็นไปได้หรือ” “ถ้าดีจริงก็มีคนทำไปตั้งนานแล้ว” เมื่อคุณได้ยินเสียงพวกนี้แน่นอนว่าคุณจะกังวล ไม่กล้าเดินหน้าและในท้ายที่สุดแล้ว โอกาสดีๆที่อยู่ตรงหน้า ก็จะเลยผ่านคุณไปต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว คนส่วนมากไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอยู่ที่การคิดลบในตอนแรกก่อนที่เขาจะลงมือทำอะไรซักอย่าง ความคิดด้านลบเหล่านี้หลายๆครั้งที่มันทำให้เรากลายเป็นคนที่มองเห็นแต่ข้อเสีย และมันก็อาจทำให้เราตาบอด แต่ถ้าคุณได้ลองคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้วคุณจะได้เห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นนั้นก็คือ “โอกาส” ผมมีวิธีแนะนำง่ายมาแนะนำครับก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรที่คิดว่านั้นคือโอกาสลองเขียนเหตุผลต่างๆที่สิ่งนั้นจะเป็นไปได้ดูครับแล้วคุณอาจจะเห็นโอกาสและจับโอกาสที่อยู่ตรงหน้าคุณได้สำเร็จก็ได้ครับ จงหาเหตุผลที่มันจะเป็นไปได้ ไม่ใช่หาเหตุผลที่มันจะเป็นไปไม่ได้ “แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ” link ที่เกี่ยวข้อง อุปนิสัย:อุปสรรคขัดขวางความสำเร็จตอนสุดท้าย ความขี้เกียจ:อุปสรรคขัดขวางความสำเร็จตอนที่3 อุปสรรคขัดขวางความสำเร็จตอนที่ 1:ความกลัว
อุปสรรคขัดขวางความสำเร็จตอนที่ 1:ความกลัว
about 1 year ago - 1 comment
ความกลัวที่ว่านี้คือความกลัวว่าจะต้องเสียเงินลงทุนครับ ไม่มีใครหรอกครับที่ชอบเสียเงิน แล้วก็ไม่มีคนรวยคนไหนที่ไม่เคยเสียเงินเช่นกัน ทุกๆคนกลัวที่จะต้องเสียเงินกันทั้งนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความกลัวหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ “เราจะจัดการกับความกลัวนั้นได้อย่างไร” สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนรวยต่างจากคนจนคือตรงนี้ครับ “วิธีจัดการกับความกลัว” หลายๆคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องการเงิน เพราะเขาระแวดระวังมากเกินไป กลัวมากที่จะต้องสูญเสีย และแน่นอนเขาได้สูญเสียจริงๆ ในความเป็นจริงแล้วความพ่ายแพ้มักจะมาก่อนการชนะเสมอ หลายๆคนมองคนที่ประสบความสำเร็จและอยากเป็นอย่างเขาบ้างแต่ไม่เคย มองเลยว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จนั้นเขาได้ผ่านความล้มเหลวหรืออุปสรรคอะไรมาบ้าง มีใครบ้างไหมครับที่ก่อนขี่จักรยานเป็นไม่เคย ล้มเลย แต่เมื่อเราอยากขี่เป็นเราก็ต้องลุกขึ้นและพยายามขี่ต่อไป จนในที่สุดก็ขี่ได้คล่อง สำหรับผู้ชนะนั้นความพ่ายแพ้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขา เอาชนะ แต่สำหรับคนแพ้นั้น ความพ่ายแพ้จะเอาชนะพวกเขา เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณนั้นคือโอกาส จงลงทุนกับสิ่งนั้น อย่าปล่อยให้มันหลุดมือไปเด็ดขาดนะครับ สรุปจากบางบทความของหนังสือ พ่อรวยสอนลูก ครับ ความกลัวที่ว่านี้คือความกลัวว่าจะต้องเสียเงินลงทุนครับ ไม่มีใครหรอกครับที่ชอบเสียเงิน แล้วก็ไม่มีคนรวยคนไหนที่ไม่เคยเสียเงินเช่นกัน ทุกๆคนกลัวที่จะต้องเสียเงินกันทั้งนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความกลัวหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ “เราจะจัดการกับความกลัวนั้นได้อย่างไร” สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนรวยต่างจากคนจนคือตรงนี้ครับ “วิธีจัดการกับความกลัว” หลายๆคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องการเงิน เพราะเขาระแวดระวังมากเกินไป กลัวมากที่จะต้องสูญเสีย และแน่นอนเขาได้สูญเสียจริงๆ ในความเป็นจริงแล้วความพ่ายแพ้มักจะมาก่อนการชนะเสมอ หลายๆคนมองผู้ที่ประสบความสำเร็จและอยากเป็นอย่างเขาบ้างแต่ไม่เคย มองเลยว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จนั้นเขาได้ผ่านความล้มเหลวหรืออุปสรรคอะไรมาบ้าง มีใครบ้างไหมครับที่ก่อนขี่จักรยานเป็นไม่เคย ล้มเลย แต่เมื่อเราอยากขี่เป็นเราก็ต้องลุกขึ้นและพยายามขี่ต่อไป จนในที่สุดก็ขี่ได้คล่อง สำหรับผู้ชนะนั้นความพ่ายแพ้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาเอาชนะ แต่สำหรับคนแพ้นั้น ความพ่ายแพ้จะเอาชนะพวกเขา เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณนั้นคือ โอกาส More >
อย่ารอให้พร้อมที่สุดก่อนค่อยลงมือทำ
about 1 year ago - 4 comments
คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า รอโอกาสที่เหมาะสมที่สุดก่อนแล้วถึงจะเริ่มลงมือทำ แต่กว่าจังหวะนั้นจะมาถึง คนอื่นก็ทำกันไปหมดแล้ว ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ก่อนที่ทารกจะยืนหรือเดินได้นั้น ไม่ได้หมายความว่า ทารกคนนั้นจะรอให้กำลังขาแข็งแรงก่อนแล้วค่อยลุกขึ้นเดินพรวดเดียวเลย แต่คุณสังเกตไหมครับว่า แกจะพยายามยืนบ้าง ล้มบ้างเป็นระยะๆ พอล้มก็จะลุกขึ้นใหม่ แล้วค่อยๆเกาะสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด เพื่อพยุงตัวเองให้สามารถลุกขึ้นได้ในที่สุด หลังจากลุกได้แล้ว หลังจากนี้แกก็จะเริ่มหัดเดิน เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มลงอีก แล้วก็ลุกขึ้นใหม่อีก ครั้งแล้วครั้งเล่าจนนับไม่ถ้วน สุดท้ายทารกคนนั้นก็สามารถเดินได้ หลังจากนั้นก็วิ่งได้ ปั่นจักรยานได้ และทำสิ่งต่อๆไปได้เรื่อยๆ แน่นอน!! การจะถึงเป้าหมายก็เช่นกันเราต้องผ่านประสบการณ์มากมายต่างๆกัน ทั้งดีบ้างไม่ดีบ้าง บางคนโชคดีไม่ต้องล้มบ่อยก็สามารถทำได้เร็ว แต่คนที่โชคร้ายหน่อย ก็เหนื่อยหน่อย ข้อสำคัญคือ อย่าท้อ และอย่ารอให้ทุกอย่างพร้อมที่สุดก่อนค่อยลงมือทำ สรุปจากหนังสือ คิดดี มีสุข ทำดี มีทรัพย์ แต่งโดยคุณ สุริยะ บุตรไธสงค์ “แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ”
“ยิ้ม”ของคุณ มีค่าแค่ไหน
about 1 year ago - No comments
รอยยิ้มของคุณ สามารถส่งความปรารถนาดีไปถึงคนที่ได้รับ รอยยิ้มของคุณทำให้ผู้ที่ได้รับรอยยิ้มสดใสขึ้น รอยยิ้มของคุณเหมือนแสงที่ส่องสว่าง เมื่อคนๆนั้นกำลังอยู่ภายใต้ความกดดัน เช่นจากเจ้านาย ลูกค้า หรือเพื่อน รอยยิ้มของคุณทำให้หลายๆคนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทั้งหมด บนโลกนี้ยังมีสิ่งดีๆเหลืออยู่ รอยยิ้มของคุณทำให้ผู้ที่ได้รับรู้ว่าคุณยังเป็นห่วง และจะอยู่ข้างๆเขาเสมอ รอยยิ้มของคุณไม่ต้องลงทุนซื้อ แต่ได้เกิดผลประโยชน์มากมาย รอยยิ้มของคุณเป็นการเพิ่มพูนให้กับผู้รับ โดยไม่ทำให้คุณขาดแคลนลง รอยยิ้มของคุณสามารถสร้างความสุขในบ้านได้โดยไม่ต้องเสียเงินใด รอยยิ้มของคุณอาจเกิดขึ้นเพียงแวบเดียว แต่ถูกจดจำไปตลอดกาล ไม่มีใครที่ร่ำรวยจนกระทั่งสามารถดำเนินชีวิตไปได้โดยปราศจากการยิ้ม และไม่มีใครที่ยากจน จนกระทั่งไม่สามารถรวยขึ้นได้จากการยิ้ม รอยยิ้ม สามารถช่วยเติมเต็มสิ่งที่คนไม่มีรอยยิ้มขาดหายไปได้ ไม่มีใครต้องการรอยยิ้มมากเท่ากับ คนที่ไม่มีรอยยิ้มเหลือให้กับใคร เอาหล่ะ อย่ามัวอ่านต่อไปเลย หันไปหาคนข้างๆคุณ แล้ว “ยิ้ม” ให้เขาซะ แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ
คนสำเร็จเขาคิดกันอย่างไร
about 2 years ago - No comments
“คิดแบบเด็กแต่ทำแบบผู้ใหญ่”
ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไรครับ
ประโยคนี้เป็นประโยคที่ลึกซึ้งมากทีเดียว การที่ท่านบอกว่าให้คิดแบบเด็กนั้นไม่ใช่ให้งอแง ติ๊งต๋อง แบบเด็กๆหน่ะครับ แต่ในมุมมองที่ท่านต้องการสื่อออกมานั้นคือเด็ก มักมีจินตนาการ มากกว่า ผู้ใหญ่ เพราะอะไรหล่ะครับ เพราะคำว่า ประสบการณ์ไงครับที่ทำให้เด็กเหล่านั้นมีจินตนาการไปได้ไกลกว่าผู้ใหญ่ และมักคิดว่า สิ่งนู้นเป็นไปได้จริง สิ่งนี้เป็นไปได้จริงๆ แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่อาจจะเริ่มต้นคิดแบบเด็กครับ ถ้ามองในสิ่งเดียวกัน แต่ในท้ายที่สุด ผู้ใหญ่ก็จะมีคำว่า เป็นไปไม่ได้หรอก จาก…. ที่เราเคยได้ยินมาบ้าง เคยเห็นมาบ้าง นั้นหล่ะครับคือประสบการณ์ที่คอยบดบังจินตนการ และความเชื่อมว่านั้น คือสิ่งที่เป็นไปได้ของผู้ใหญ่ และความที่เราเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นไปได้นันคือ จุดกำเนิดของความสำเร็จแล้วหล่ะครับ มาถึงในส่วนที่สองที่ท่านบอกว่าให้ทำแบบผู้ใหญ่ นั้นหมายความว่า การที่เมื่อเราคิดแล้ว และจะลงมือทำต้องลงมือแบบที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน นั้นคืด มีการวางแผน และการปฎิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้บรรรุเป้าหมายไม่ใช่เหมือนเด็กที่ทำไรแบบ ลุยๆไป ขอไปทีไม่มีการตั้งเป้า วางแผน ทำไปซักพักก็เลิกทำ เพราะเบื่อ นั้นแหล่ะครับคือการกระทำของเด็กอย่างแท้จริง ลองคิดดูหน่ะครับว่าจริงไหม
“แค่ฉุกคิด ชีวิต สำเร็จ”
สูตรความสำเร็จของ องค์กร จาก คุณ วิกรม
about 2 years ago - No comments
ปัจจัยการทำงานในองค์กรให้ ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงตัวสินค้าที่ดี มีตลาดที่ดีรองรับ หรือ แม้แต่การมีราคาที่ดีเท่านั้น สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึงคือ “บุคคล” ที่บริหารองค์กรจนกลายมาเป็น “ภาพลักษณ์ “ หรือ ” สัญลักษณ์ “ ขององค์กรนั้นๆ ที่จะต้องมี “หัวใจแห่งการบริหาร” เป็นและ ความมุ่งมั่นความอดทนที่จะไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค ความเด็ดเดี่ยว ความเป็นผู้นำที่จะทำให้ “งานขาย” ประสบความสำเร็จ เพราะจะสามารถนำทีมและความเชื่อมั่นให้กับผู้ร่วมงานได้เป็นอย่างดี ถ้าผู้นำไม่เข็มแข็ง ไม่กล้าตัดสินใจหรือยกธงขาวได้ ง่ายๆ แล้ว ลูกน้องจะเอากำลังใจจากไหน ผู้นำที่ดีแม้ว่าจะเจ็บปางตางหรือแบกรับปัญหา หนักหนาขนาดไหนหน้าตาต้องยิ้มแย้มเข้าไว้ไม่แสดงความอ่อนแอให้ผู้ใดเห็น ไม่ใช้อารมณ์และไม่เอาเรื่องไร้สาระมาพูดมาบ่นให้ผู้อื่นฟังเพื่อขอความเห็นใจใดๆ และเมื่อ การขาย ประสบความสำเร็จย่อมจะนำมาซึ่ง รายได้ ให้กับองค์กรอย่างต่อเนื่อง เมื่อองค์กรมีรายได้ดีมีกำไรดีแล้ว ถึงจะสามารถนำผลกำไรมาขยายต่อยอดไปได้อีก เป็นวัฏจักรเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น บริษัทเล็กหรือใหญ่ก็ตาม บทความ จากหนังสือ ผมจะเป็นคนดี ตอน ” ก่อร่างสร้างธุรกิจ ฉบับสมบูรณ์ ” ของ คุณวิกรม กรมดิษฐ์ “แค่ฉุกคิดชีวิตสำเร็จ”







