อุปสรรคขัดขวางความสำเร็จตอนที่ 1:ความกลัว

ความกลัวที่ว่านี้คือความกลัวว่าจะต้องเสียเงินลงทุนครับ ไม่มีใครหรอกครับที่ชอบเสียเงิน แล้วก็ไม่มีคนรวยคนไหนที่ไม่เคยเสียเงินเช่นกัน
ทุกๆคนกลัวที่จะต้องเสียเงินกันทั้งนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความกลัวหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ “เราจะจัดการกับความกลัวนั้นได้อย่างไร”
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนรวยต่างจากคนจนคือตรงนี้ครับ “วิธีจัดการกับความกลัว”
หลายๆคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องการเงิน เพราะเขาระแวดระวังมากเกินไป กลัวมากที่จะต้องสูญเสีย และแน่นอนเขาได้สูญเสียจริงๆ
ในความเป็นจริงแล้วความพ่ายแพ้มักจะมาก่อนการชนะเสมอ หลายๆคนมองคนที่ประสบความสำเร็จและอยากเป็นอย่างเขาบ้างแต่ไม่เคย
มองเลยว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จนั้นเขาได้ผ่านความล้มเหลวหรืออุปสรรคอะไรมาบ้าง มีใครบ้างไหมครับที่ก่อนขี่จักรยานเป็นไม่เคย
ล้มเลย แต่เมื่อเราอยากขี่เป็นเราก็ต้องลุกขึ้นและพยายามขี่ต่อไป จนในที่สุดก็ขี่ได้คล่อง
สำหรับผู้ชนะนั้นความพ่ายแพ้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขา เอาชนะ แต่สำหรับคนแพ้นั้น ความพ่ายแพ้จะเอาชนะพวกเขา
เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณนั้นคือโอกาส จงลงทุนกับสิ่งนั้น อย่าปล่อยให้มันหลุดมือไปเด็ดขาดนะครับ
สรุปจากบางบทความของหนังสือ พ่อรวยสอนลูก ครับ

afraid (1)

ความกลัวที่ว่านี้คือความกลัวว่าจะต้องเสียเงินลงทุนครับ ไม่มีใครหรอกครับที่ชอบเสียเงิน แล้วก็ไม่มีคนรวยคนไหนที่ไม่เคยเสียเงินเช่นกัน

ทุกๆคนกลัวที่จะต้องเสียเงินกันทั้งนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความกลัวหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ “เราจะจัดการกับความกลัวนั้นได้อย่างไร”

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนรวยต่างจากคนจนคือตรงนี้ครับ “วิธีจัดการกับความกลัว”

หลายๆคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องการเงิน เพราะเขาระแวดระวังมากเกินไป กลัวมากที่จะต้องสูญเสีย และแน่นอนเขาได้สูญเสียจริงๆ

ในความเป็นจริงแล้วความพ่ายแพ้มักจะมาก่อนการชนะเสมอ หลายๆคนมองผู้ที่ประสบความสำเร็จและอยากเป็นอย่างเขาบ้างแต่ไม่เคย

มองเลยว่าก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จนั้นเขาได้ผ่านความล้มเหลวหรืออุปสรรคอะไรมาบ้าง มีใครบ้างไหมครับที่ก่อนขี่จักรยานเป็นไม่เคย

ล้มเลย แต่เมื่อเราอยากขี่เป็นเราก็ต้องลุกขึ้นและพยายามขี่ต่อไป จนในที่สุดก็ขี่ได้คล่อง

สำหรับผู้ชนะนั้นความพ่ายแพ้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาเอาชนะ แต่สำหรับคนแพ้นั้น ความพ่ายแพ้จะเอาชนะพวกเขา

เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณนั้นคือ

โอกาส

จงลงทุนกับสิ่งนั้น อย่าปล่อยให้มันหลุดมือไปเด็ดขาดนะครับ

สรุปจากบางบทความของหนังสือ พ่อรวยสอนลูก ครับ

“แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ”

พูดให้เขาฟัง ไม่ใช่พูดให้ตัวเองฟัง

talk5

ถ้าเราจะพูดถึงเทคนิคการพูด ที่สั้นๆและดีๆข้อหนึ่ง ที่อาจจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการจูงใจคนหรือทำให้คนอื่นคล้อยตาม นั้น คงจะหนีไม่พ้น  คำพูดที่ว่า “พูดให้เขาฟัง ไม่ใช่พูดให้ตัวเองฟัง”
จำคำนี้ให้ขึ้นใจกันเลยนะครับ ก่อนที่จะพูดกับใครไม่ว่าเขาจะเป็นคน ธรรมดาคนนึงหรือคนใหญ่คนโตก็ตาม
ที่ผมพูดว่า ” พูดให้เขาฟัง ไม่ใช่พูดให้ตัวเองฟัง ” นั้นหมายความว่า
การพูดของเราต้องชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของผู้ฟังโดยตรง ว่าเขาจะได้ประโยชน์อะไร ไม่ใช่พูดๆๆ แต่ว่าตัวเองอยากได้อะไร อยากให้เขาทำอะไร ถ้าเป็นการพูดอย่างหลังนั้นคนที่ฟังอาจจะทำตามคุณ
แต่เขาไม่เต็มใจจะทำตามแน่นอน เพราะเขาไม่เห็นถึงประโยชน์อันใดที่จะทำตามที่คุณบอก ที่เขาทำไปอาจจะเกรงใจ หรือ เป็นคำสั่งแค่นั้น แต่ถ้าเขาเห็นถึงประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับ แน่นอนว่าเขาจะทำสิ่งนั้นที่คุณขอร้องอย่างเต็มใจ
มีตัวอย่าง ง่ายๆครับ จากหนังือ ของคุณนิ้วกลมเล่มหนึ่ง “อาจารย์ในร้านคุ้กกี้”
ซึ่งผมไปเปิดเจอใน web ๆ นึงแล้วชอบมากเลยขอเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ
คุณเคยเดินเยาวราชหรือสำเพ็งมั้ยครับ ถ้าเคย
คุณคงจะได้ยินเสียง “ระวังขานะครับ!”  อยู่เรื่อยจากคนเข็นรถเข็นแถวนั้น
ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ได้ยินเสียงตะโกนอย่างนั้น
แต่กลับเป็น “ขอทางหน่อยครับ”  ”หลีกหน่อยครับ”
เวลาเราได้ฟังคำว่า ระวังขานะครับ เราจะรีบหลบให้เค้าทันที เพราะกลัวจะถูกชนขา
แต่เวลาที่เค้าขอทางหน่อย หลีกหน่อยครับ เรามักจะไม่ค่อยพอใจ เพราะบริเวณนั้นคนเยอะหลีกกันยากอยู่แล้ว
การพูดว่า ระวังขานะครับ จึงเป็นการพูดที่สื่อถึงผู้ฟังได้มากกว่า เพราะเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังโดยตรง เป็นเรื่องของผู้ฟัง
ส่วนแบบอื่นๆเช่น “หลีกหน่อยครับ” เป็นการพูดที่พูดถึงตัวเอง ผู้ฟังจึงรู้สึกมีอคติ และไม่เต็มใจที่จะทำเพราะเขาไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะได้กลับมา ครับ

ถ้าเราจะพูดถึงเทคนิคการพูด ที่สั้นๆและดีๆข้อหนึ่ง ที่อาจจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการจูงใจคนหรือทำให้คนอื่นคล้อยตาม นั้น คงจะหนีไม่พ้น  คำพูดที่ว่า “พูดให้เขาฟัง ไม่ใช่พูดให้ตัวเองฟัง”

จำคำนี้ให้ขึ้นใจกันเลยนะครับ ก่อนที่จะพูดกับใครไม่ว่าเขาจะเป็นคนธรรมดาคนนึง หรือคนใหญ่คนโตก็ตาม

ที่ผมพูดว่า “พูดให้เขาฟัง ไม่ใช่พูดให้ตัวเองฟัง” นั้นหมายความว่า

การพูดของเราต้องชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของผู้ฟังโดยตรง ว่าเขาจะได้ประโยชน์อะไร ไม่ใช่พูดๆๆ แต่ว่าตัวเองอยากได้อะไร อยากให้เขาทำอะไร ถ้าเป็นการพูดอย่างหลังนั้นคนที่ฟังอาจจะทำตามคุณ

แต่เขาไม่เต็มใจจะทำตามแน่นอน เพราะเขาไม่เห็นถึงประโยชน์อันใดที่จะทำตามที่คุณบอก ที่เขาทำไปอาจจะเกรงใจ หรือ เป็นคำสั่งแค่นั้น แต่ถ้าเขาเห็นถึงประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับ แน่นอนว่าเขาจะทำสิ่งนั้นที่คุณขอร้องอย่างเต็มใจ

มีตัวอย่าง ง่ายๆครับ จากหนังสือ ของคุณนิ้วกลมเล่มหนึ่ง “อาจารย์ในร้านคุ้กกี้”

ซึ่งผมไปเปิดเจอใน web ๆ นึงแล้วชอบมากเลยขอเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

.

คุณเคยเดินเยาวราชหรือสำเพ็งมั้ยครับ ถ้าเคย

คุณคงจะได้ยินเสียง “ระวังขานะครับ!” อยู่เรื่อยจากคนเข็นรถเข็นแถวนั้น

ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ได้ยินเสียงตะโกนอย่างนั้น

แต่กลับเป็น “ขอทางหน่อยครับ”  ”หลีกหน่อยครับ”

เวลาเราได้ฟังคำว่า ระวังขานะครับ เราจะรีบหลบให้เค้าทันที เพราะกลัวจะถูกชนขา

แต่เวลาที่เค้าขอทางหน่อย หลีกหน่อยครับ เรามักจะไม่ค่อยพอใจ เพราะบริเวณนั้นคนเยอะหลีกกันยากอยู่แล้ว

การพูดว่า ระวังขานะครับ จึงเป็นการพูดที่สื่อถึงผู้ฟังได้มากกว่า เพราะเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังโดยตรง เป็นเรื่องของผู้ฟัง

ส่วนแบบอื่นๆเช่น “หลีกหน่อยครับ” เป็นการพูดที่พูดถึงตัวเอง ผู้ฟังจึงรู้สึกมีอคติ และไม่เต็มใจที่จะทำเพราะเขาไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะได้กลับมา ครับ

“พูดให้เขาฟัง ไม่ใช่พูดให้ตัวเองฟัง”

“แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ”

อย่ารอให้พร้อมที่สุดก่อนค่อยลงมือทำ

baby-walking

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า รอโอกาสที่เหมาะสมที่สุดก่อนแล้วถึงจะเริ่มลงมือทำ แต่กว่าจังหวะนั้นจะมาถึง คนอื่นก็ทำกันไปหมดแล้ว

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ก่อนที่ทารกจะยืนหรือเดินได้นั้น ไม่ได้หมายความว่า ทารกคนนั้นจะรอให้กำลังขาแข็งแรงก่อนแล้วค่อยลุกขึ้นเดินพรวดเดียวเลย

แต่คุณสังเกตไหมครับว่า แกจะพยายามยืนบ้าง ล้มบ้างเป็นระยะๆ พอล้มก็จะลุกขึ้นใหม่ แล้วค่อยๆเกาะสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด เพื่อพยุงตัวเองให้สามารถลุกขึ้นได้ในที่สุด

หลังจากลุกได้แล้ว หลังจากนี้แกก็จะเริ่มหัดเดิน เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มลงอีก แล้วก็ลุกขึ้นใหม่อีก ครั้งแล้วครั้งเล่าจนนับไม่ถ้วน สุดท้ายทารกคนนั้นก็สามารถเดินได้

หลังจากนั้นก็วิ่งได้ ปั่นจักรยานได้ และทำสิ่งต่อๆไปได้เรื่อยๆ

แน่นอน!! การจะถึงเป้าหมายก็เช่นกันเราต้องผ่านประสบการณ์มากมายต่างๆกัน ทั้งดีบ้างไม่ดีบ้าง บางคนโชคดีไม่ต้องล้มบ่อยก็สามารถทำได้เร็ว แต่คนที่โชคร้ายหน่อย

ก็เหนื่อยหน่อย ข้อสำคัญคือ

อย่าท้อ และอย่ารอให้ทุกอย่างพร้อมที่สุดก่อนค่อยลงมือทำ

สรุปจากหนังสือ คิดดี มีสุข ทำดี มีทรัพย์

แต่งโดยคุณ สุริยะ บุตรไธสงค์

“แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ”

ประโยคเด็ดในหนัง ขงจื้อ

หลังจากที่ผมพึ่งจะดูขงจื้อจบก่อนนอนทำให่มีอารมณ์อยากจะup blog ใหม่ทันที เพราะดันไปสะดุดกับประโยคนึงใน
หนังเรื่อง “ขงจื้อ”
แต่นี้ไม่ใช่คำของขงจื้อน่ะครับเป็นคำของเล่าจื้อ ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ของ ขงจื้ออีกทีนึง ประโยคนั้นคือ
“ไร้ประโยชน์ก็อาจเป็นประโยชน์ได้ อ่อนแอจึงรอด อ่อนโยนดำรงอยู่ ไม่มีอะไรอ่อนกว่าน้ำ แต่ไม่มีความเข้มแข็งใดทำลายน้ำได้ จงเป็นให้ได้อย่างน้ำ”
อันนี้ในความคิดผมน่ะ ผมว่าประโยคที่ว่า ” ไม่มีอะไรอ่อนกว่าน้ำ แต่ไม่มีความเข้มแข็งใดทำลายน้ำได้ ” นี้สุดยอดมาก
ท่านกำลังสื่อ ในเรื่องของทางเดินทางสายกลาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นไปซะทุกอย่าง
ทุกๆอย่างมันต้องมีผ่อนบ้าง ตึงบ้างเป็นเรื่องธรรมดา
การปล่อยวางเป็นเรื่องที่ผมว่าเราควรจะกระทำอย่ำงยิ่งน่ะครับ

“แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ

“ยิ้ม”ของคุณ มีค่าแค่ไหน

ยิ้ม ของคุณมีค่าแค่ไหน

รอยยิ้มของคุณ
สามารถส่งความปรารถนาดีไปถึงคนที่ได้รับ

รอยยิ้มของคุณทำให้ผู้ที่ได้รับรอยยิ้มสดใสขึ้น

รอยยิ้มของคุณเหมือนแสงที่ส่องสว่าง เมื่อคนๆนั้นกำลังอยู่ภายใต้ความกดดัน เช่นจากเจ้านาย ลูกค้า หรือเพื่อน

รอยยิ้มของคุณทำให้หลายๆคนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทั้งหมด บนโลกนี้ยังมีสิ่งดีๆเหลืออยู่

รอยยิ้มของคุณทำให้ผู้ที่ได้รับรู้ว่าคุณยังเป็นห่วง และจะอยู่ข้างๆเขาเสมอ

รอยยิ้มของคุณไม่ต้องลงทุนซื้อ แต่ได้เกิดผลประโยชน์มากมาย

รอยยิ้มของคุณเป็นการเพิ่มพูนให้กับผู้รับ โดยไม่ทำให้คุณขาดแคลนลง

รอยยิ้มของคุณสามารถสร้างความสุขในบ้านได้โดยไม่ต้องเสียเงินใด

รอยยิ้มของคุณอาจเกิดขึ้นเพียงแวบเดียว แต่ถูกจดจำไปตลอดกาล

ไม่มีใครที่ร่ำรวยจนกระทั่งสามารถดำเนินชีวิตไปได้โดยปราศจากการยิ้ม และไม่มีใครที่ยากจน จนกระทั่งไม่สามารถรวยขึ้นได้จากการยิ้ม

รอยยิ้ม สามารถช่วยเติมเต็มสิ่งที่คนไม่มีรอยยิ้มขาดหายไปได้

ไม่มีใครต้องการรอยยิ้มมากเท่ากับ คนที่ไม่มีรอยยิ้มเหลือให้กับใคร

เอาหล่ะ อย่ามัวอ่านต่อไปเลย หันไปหาคนข้างๆคุณ แล้ว

“ยิ้ม”

ให้เขาซะ

แค่ฉุกคิด ชีวิตสำเร็จ